| Ithi's profileSing a Song of Gibberish...PhotosBlogNetwork | Help |
|
Sing a Song of Gibberish - Here Ithi's Drivel LiesMarch 26 มิตรภาพและความรักบนฐานสอง จากมุมมองของคนที่เปลี่ยนไปคำบ่นจากคนขี้เบื่อ
ตอน มิตรภาพและความรักบนฐานสอง เวอร์ชั่น 2.0
จากมุมมองของคนที่เปลี่ยนใจ
วันนี้พอดีเปิดมาดูบลอกเก่าๆ ไม่น่าเชื่อแฮะ ว่าเพิ่งเขียนมิตรภาพและความรักบนฐานสองภาคแรกไปได้แค่เดือนเดียวพอดิบพอดี เป็นเดือนเดียวที่รู้สึกยาวนานมาก และก็ทำให้คนที่เคยแชตและคุยโทรศัพท์กันไม่กี่ครั้ง กลายเป็นคนที่สนิทสนมเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิตไปได้ เลยขอเปลี่ยนใจ ถอนข้อสรุปจากบลอกที่แล้วซะดื้อๆ
ก็อาจจะใช่ว่าการแชตกันไม่ได้ทำให้รู้จักกันดีขนาดนั้น ก็อาจจะใช่ว่าเวลาแชตกัน คนเราจะนึกภาพเทพบุตร เทพธิดา แฟนเก่า ดารา และดาวโป๊ในฝันไปด้วย แต่การแชตกัน ถ้าไม่ได้เสแสร้ง ใส่หน้ากาก แกล้งทำเป็นคนอื่นเข้าหากัน อย่างน้อยก็เป็นการเปิดเผยส่วนหนึ่งของตัวเองให้อีกฝ่ายนึงได้รู้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นจุดนึงของมิตรภาพและความรัก และก็เป็นไปได้ที่คนที่คุย msn กันวันละห้าหกชั่วโมง คุยโทรศัพท์กันวันละสองสามชั่วโมง อาจจะรู้จักกัน เข้าใจกันมากกว่าคนที่เคยเจอกันผิวเผิน หรือแม้แต่คนที่เคยเจอกันมาตั้งนานก็ได้ ผมก็เป็นคนคิดมากซะด้วย บางทีเจอเรื่องอะไรดีๆ ก็มาคิดถึงปัญหาร้อยแปดพันเก้าซะก่อนที่มันจะเกิด ก่อนมันจะเป็นปัญหา และก่อนจะคิดถึงทางแก้ ต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีซะที
ก็อาจจะแปลกที่คนเราจะเลือกสนิทสนมกับคนที่เราไม่เคยเจอมากกว่าคนที่เคยเจอกัน ถ้าถามว่าทำไมก็คงตอบไม่ได้ แค่รู้สึกว่า instinct ตัวเองบอกให้เลือกอย่างนั้น และส่วนมาก instinct ของคนเราก็จะถูกซะด้วย
เมื่อซัมเมอร์สองปีที่แล้ว พี่สาวผมชวนไปนั่งสมาธิที่ยุวพุทธฯ ของคุณแม่สิริ กรินชัย ช่วงนั้นเพิ่งเจอกลุ่ม แจ๋ม-ยิ้ม-วาว ใหม่ๆ หลังจากเห็นชื่อในพันทิบมาซักปีนึง แจ๋มก็บอกว่าคนที่ไปนั่งสมาธิมาจะเจอเรื่องดีๆ สองปีที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าได้เจอเรื่องดีๆ มาตลอดจริงๆด้วย (ถ้าไม่รวมเรื่องเรียน และการฝึกงานที่ TDRI ที่ล้มเหลวไปแล้ว) และเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ระหว่างการสัมมนามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดว่าด้วยเรื่องทำไมไหมยังไม่มีแฟน พี่กิฟท์เคยบอกว่าไหมนี่น่าจะได้แฟนจากอินเตอร์เน็ท สงสัยพี่กิฟท์นี่นอกจากจะเป็นผู้หญิงที่เรียนดี กีฬาเด่น แล้วยังเป็นหมอดูที่แม่นอีกต่างหาก
พิมพ์ไปพิมพ์มา อเมซอนก็มาส่งหนังสือพอดี ว่าแล้วผมก็ไปปั่นงานต่อก่อนล่ะครับ ตั้งแต่ย้ายมาเรียน IDS นี่ ไม่เคยทำเทอมเปเปอร์เสร็จก่อนวันส่งเลยซักที ต้องเสร็จทันพอดีเด๊ะตามสไตล์ แต่เทอมนี้จะเป็นครั้งแรกที่ส่งก่อนเวลา เพราะวันที่ 12 เดือนหน้า ผมจะไปหาปอที่อเมริกาแล้ว
ป.ล. เอ่อ...บลอกนี้เป็นบลอกฟังดูไม่เหมือนตัวผมมั่ก เลยขอแถมท้ายไว้หน่อยว่า คดี Oliver Jufer ศาลกำหนดพิพากษาพฤหัสที่ 29 นี้นะครับ March 12 Rex v Oliver Juferประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙
=================================================================================
Swiss man charged with lese majeste
(Compiled by Bangkokpost.com from Agencies)
A Swiss man was arrested on charges of insulting the monarchy by painting over images of His Majesty the King, police said today.
Jufer Oliver Rudolf, 57, was caught Tuesday on surveillance cameras spray painting over portraits of His Majesty with black paint at several locations in Chiang Mai, police Lt. Col Kittiphan Kamwan said. He was detained Wednesday night, and faces up to 15 years in jail if convicted, the police said.
Pol Lt Col Kittiphan said Rudolf claimed he was drunk.
The military has launched a separate investigation into the incident, suggesting Rudolf may have been hired by someone opposed to the Sept 19 coup.
"The suspect must have been hired by someone so I have ordered soldiers to investigate the incident and bring the mastermind of this crime to justice,'' said Saprang Kanlayanamitr, a member of the Council for National Security.
[Undated Bangkok Post Breaking News - http://www.bangkokpost.com/breaking_news/breakingnews.php?id=114830; the incidents happened on 5th Dec 06]
============================================================================
Swiss man admits Thai king insult
A 57-year-old Swiss man has pleaded guilty in a court in Thailand to charges of insulting the king.
Oliver Jufer was arrested last December after drunkenly spray-painting several portraits of the monarch, King Bhumibol Adulyadej.
In court, Jufer pleaded guilty to five charges under Thailand's draconian lese majeste law.
He is due to be sentenced later this month, and the maximum penalty he could face is 75 years in jail. [ต่างจากสิบห้าปีที่ Bangkok Post เขียนไว้ เนื่องจากมีคดีห้ากระทง กระทงละสิบห้า เลยเป็น 75]
Jufer's lawyer said the minimum sentence he faced was seven-and-a-half years.
...
At one point the prosecutor tried to get the media to leave, saying the case had been postponed. "We don't want the Thai people to know about this case," he said. ... A handful of other foreigners have faced similar charges in the past. Most have eventually been allowed to leave the country. [From http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/6440645.stm] ========================================================= Swiss Dis Could Mean 75 Years In Thai Jail ... Jufer made no comment as he entered the courthouse with his legs chained, dressed in an orange prison uniform. Judge Chaikrit Devaplin said Jufer pleaded guilty, reversing an initial statement of non-guilt that he had made to police, and a sentence was expected to be issued March 29. The trial was closed to the public, and prosecutors declined to discuss details of the case because of sensitivities in Thailand about portraying the beloved king in a negative light. "Revealing the details of this case does not benefit anybody because it involves the king and the monarchy," said prosecutor Bhanu Kwanyuen, adding only that Jufer is accused of defacing five posters and faces a penalty of between three and 15 years in prison for each one. "In every Thai constitution, the king is revered and worshipped, and he cannot be insulted," Bhanu said. "Thai people cannot accept this act of insulting the king." ... [From http://www.cbsnews.com/stories/2007/03/12/world/main2557907.shtml ] =================== หนังสือพิมพ์ไทยฉบับเดียวที่รายงานข่าวนายโอลิเวอร์ยอมรับสารภาพผิดคือ Bangkok Post - http://www.bangkokpost.com/News/13Mar2007_news10.php March 11 เมื่อฟิล์มนัวร์ปะทะ pastoralismช่วงนี้อัพบลอกบ่อยแฮะ จริงๆกลอนนี่ไม่ค่อยเข้ากับแนวคำบ่นจากคนขี้เบื่อเท่าไหร่ แต่เกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าเอาฟิล์มนัวร์แบบหนังฝรั่งสไตล์เมืองใหญ่มืดๆ ผู้ชายใส่หมวกปีกกว้างเดินไปเดินมา พูดจาเสียงเหมือนสูบบุหรี่วันละห้าสิบมวน มาเจอ กับแนว pastoralism แบบ Wordsworth เดินชมทุ่งดอกไม้ พรรณาถึงเกล็ดน้ำค้างบนใบหญ้าจะเกิดอะไรขึ้น
One cold night, no starlight,
Two strangers standing there in the dark.
I'm alone, she's alone.
Is she real? or a shadow?
A spectre? A cloud of smoke?
One, two tentative steps
Polite questions, small talk
Two strangers in the night
Standing there, talking to each other
Mere acquaintance? Friendship?
...Love?
The dawn breaks and the sky lights up
The sun rises and illuminate the world.
Birds awake and softly coo.
The green leaves sparkle with morning dew.
The lifely buds will soon bloom.
After all, spring is near.
Two strangers are strangers no more.
March 09 ice man's rules of lifeHmm, seems like I can only write คำบ่นจากคนขี้เบื่อ blogs these days. So here goes: Ice Man's Rule No. 1: Avoid all emotional issues Ice Man's Rule No. 2: If Rule No. 1 fails, pretend emotional issues don't exist Ice Man's Rule No. 3: If Rule No. 2 fails, become a highly moral and philosophically-inclined gentleman with a thick tome of principles and float above the earthly realm. Ice Man's Rule No. 4: If Rule No. 3 fails, try to revert back to rules nos. 1 & 2 Ice Man's Rule No. 5: If all fails, grudgingly accept that Ice Man has feelings, grit the teeth, melt a little and show a tiny bit of what the feelings might be. Bad rules, obviously, but unfortunately hard to get rid of. February 26 มิตรภาพและความรักบนฐานสองคำบ่นจากคนขี้เบื่อ
ตอน มิตรภาพและความรักบนฐานสอง
จากมุมมองของ paranoid schizophrenic
กลับมาพบกับมิตรรักแฟนเพลงซะที หลังจากบลอกนี้ห่างเหินไปนาน ตั้งแต่ยุ่งๆ ตอนกลับเมืองไทย จนกลับมาอังกฤษพ่อมาผ่าตัดสะโพก จนพ่อกลับไปแล้ว แล้วก็ไปยุ่งเรื่องงานที่มหาลัยบ้าง งานสามัคคีบ้าง
คนที่รู้จักผมก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้ว ว่าผมติดเน็ทมาตั้งแต่ไปติดแหง่กอยู่ในโรงเรียนประจำซะห้าปี เริ่มเล่นตั้งแต่ยุคคอมฯ ประเทศนี้ยังพิมพ์ไทยไม่ได้ โหลดไอซีคิวก็ลำบาก เพราะแอดมินคอมฯ โรงเรียนยังฉลาดกว่าเด็กอยู่ ตอนนั้นก็เล่นแต่เว็บบอร์ดของเนชั่น จนถึงยุคใช้ convthai.net พิมพ์ภาษาไทย ก็เล่นพันทิบมาตั้งแต่ไม่มีอมยิ้ม ตั้งแต่ห้องไกลบ้านยังเป็นห้องเล็กๆ ไม่มีห้องย่อย คนรู้จักกันหมด จนมีอมยิ้มเป็นของตัวเอง ห้องไกลบ้านใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทู้ถามคำถามเยอะขึ้น กระทู้เฮฮาก็น้อยลง จนปัจจุบันก็เลิกเล่นพันทิบไปแล้ว หลังจากเลิกไม่ได้จะลงแดงตายมาหลายปี
พอมาถึงยุคนี้ บรรดาเนิร์ดไทยก็หันมาเขียนบลอกกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น อ. ปกป้อง จันวิทย์ ที่โด่งดัง ( http://pinporamet.wordpress.com/ - เพิ่งย้ายมาจาก blogspot - http://pinporamet.blogspot.com/ - ตามแฟชั่น) หรือ fringer (http://www.fringer.org/ - ที่เพิ่งรู้ว่าจากพี่ชินว่า สาวสวย ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการกำกับตลาดหุ้น ตลาดทุน ที่เจอตอนไปสัมมนาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ก็คือคุณ fringer นี่เอง) ใน bloggang ของพันทิบก็มีบลอกดีๆ อีกเยอะ เช่น ของ สหายสิกขา (หรือ ฮันโซ - http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hanzo&group=10 , http://sikkha.wikispaces.com/ ) แล้วก็คุณเพียงดิน คุณ bf pinkerton หรือแม้แต่ คุณ amateur translator ที่ยังจำผมได้ และมาลากไปคอมเม้นท์บลอกบ่อยๆ ไม่นับพวก open online ( http://www.onopen.com/ ) ประชาไท ( http://www.prachatai.com ) หรือมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ( http://www.midnightuniv.org/ ) ที่ต้องเปิดเข้าประจำอยู่แล้ว ก็ดูจะทำให้คนที่อยากเห็นเมืองไทยดีกว่านี้มาเจอกัน คุยกัน รู้จักกันเยอะกว่าแต่ก่อน ก็เป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายที่ดี
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น อย่างที่จั่วหัวไว้ อย่างผมนี่โรค cynicism กินไปแล้วทั้งตัว จะมานั่งชมเอาๆ ก็ออกจะเสียเอกลักษณ์ประจำตัวไปหน่อย จากการที่เล่นเน็ทมานานก็แอด msn คุยกับคนโน้นคนนี้มาพอสมควร เลยจะเขียนถึงปัญหาโลกแตก เรื่องความรักและมิตรภาพบนเน็ทซะที ("ฐานสอง" นั่นตั้งให้มันคล้องจองกับ "มุมมอง" เก๋ๆ ยังงั้นแหละ)
เพราะผมมองเป็นเรื่องประหลาด (จะว่าไปแล้ว ผมก็มองเรื่องส่วนมากบนโลกนี้เป็นเรื่องประหลาดแหละ) ที่คนเจอกันในเน็ท คุยกันแต่ใน msn บางทีสนิทกันเร็วกว่าเวลาเจอตัวจริงซะอีก คนเล่น msn กันบ่อยๆ นี่รู้สึกจะเจอกันทุกคน ที่อยู่ดีๆ คนที่เพิ่งแอดต่อๆมา จากเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน หรือจากเว็บโน้น เว็บนี่ คุยกันไม่กี่วัน ก็กลายเป็นมีเรื่องให้คุยกันได้ทั้งวันทั้งคืนซะแล้ว
ก็แปลกดี เพราะจริงๆ การสื่อสารบน msn เนี่ย เป็นการสื่อสารที่มีข้อบกพร่องเยอะมาก เพราะมนุษย์เราไม่ได้สื่อสารด้วยแค่ตัวอักษร แค่คำอย่างเดียว ประโยคเดียวกันก็อาจจะสื่ออารมณ์ได้เป็นล้านล้านแบบ ไม่ว่าจะรักหวานซึ้ง ขบขัน ประชดประชัน สมเพชเวทนา เป็นห่วงเป็นใย โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รำคาญแกมเบื่อ โอ๊ย บรรยายได้ไม่จบ ซึ่งปกติก็มีน้ำเสียง มีสีหน้า มีมือไม้ มาช่วยประกอบให้การสื่อสารสมบูรณ์ จะว่า msn เหมือนการเขียนจดหมายหากัน ออกแนวเหมือน pen friends แบบสมัยคุณแม่ยังสาวก็คงไม่ใช่อีก เพราะจดหมายก็ยังเขียนทียาวๆได้ แต่ msn นี่ไม่ว่าจะพิมพ์เร็วแค่ไหน ถ้าพิมพ์ทียาวๆ คู่สนทนาก็เบื่อตาย กลายเป็นต้องพิมพ์แต่ประโยคสั้นๆ ใส่ตัวย่อเยอะๆ ทำเอาเด็กรุ่นหลังๆ แทบจะเขียนประโยคที่ยาวกว่าสองบรรทัด และอ่านอะไรที่ยาวกว่าสองหน้าไม่เป็นเอาซะเลย หลังๆเวลาจะคุยอะไรกันยากๆยาวๆ บางทีก็ต้องบอกเพื่อนไว้ก่อน ว่าฟังให้จบก่อนค่อยเถียง ไม่งั้นอธิบายไป เถียงกันไป ปวดหัวตายพอดี
อย่างนึงที่คนสร้างขึ้นมาตอบสนองความบกพร่องของ msn ก็คือ emoticon ซึ่งก็ช่วยได้มั่ง แต่ถ้า paranoid schizophrenic ถึงขนาดผมแล้วก็ช่วยไม่ได้มากแหละ เพราะถ้าวันดีคืนดี ใครอยากมองโลกในแง่ร้าย ลองเปิด history msn อ่านดูสิครับ แล้วคิดซะว่าประโยคทุกประโยคที่เพื่อนพิมพ์ พิมพ์มาอย่างดูถูก ประชดประชัน แดกดัน พิมพ์มาด้วยความโกรธ ความเกลียด คิดซะว่าใบหน้ายิ้มแย้มที่เพื่อนส่งมาน่ะ จริงๆแล้วเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย ถากถาง เสียงหัวเราะ หรือ ตัว emoticon ที่เพื่อนส่งมาทั้งหลายจริงๆแล้วก็หัวเราะเยาะคุณนั่นแหละ หรือ วันไหนอยากมองโลกเป็นสีชมพู ก็ลองไปอ่าน history แล้วคิดว่าทุกข้อความก็มีแต่คำชม เรื่องที่เถียงกันที่แท้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เถียงกันด้วยน้ำเสียงสนุกๆ ที่ด่าคุณนั่นน่ะ ก็แค่ล้อเล่น แซวเล่นตามประสาคนคุ้นเคยกันเท่านั้นเอง emoticon ที่ส่งไปก็มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะจากความสนุกสนานกับการคุยกับคุณ ถ้าทำได้แบบนี้แล้วรับรองบ้าตามผมแน่นอน เอ๊ย ไม่ใช่ รับรองว่าจะเริ่มมองข้อจำกัดของ msn ออก (ว่าแต่ผมไม่เคยทำแบบนี้นา แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ)
ทีนี้ข้อบกพร่องนี่แหละ ทำให้บางทีคนสนิทกันใน msn เร็วกว่าถ้าเจอกันจริงๆซะอีก เพราะข้อมูลที่ขาดหายไปมากมายเนี่ย สมองคนเราก็จัดการเติมคำในช่องว่างซะเอง ซึ่งส่วนมากก็ "เติมคำ" แบบเข้าข้างตัวเองบ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าได้คุยกับใครที่คล้ายๆคนที่คุณรู้จัก ก็คงจะนึกหน้า นึกน้ำเสียงว่าจะเหมือนคนที่คุณรู้จัก มากกว่าจะเป็น hunchback of Notre Dame ตอนคืนเดือนมืด กำลังเหงาๆ อยากหาคนคุยด้วย ก็คงไม่มองโลกในแง่ร้าย ขนาดย่อหน้าข้างบน ที่จะเห็นทุกคำพูด ทุกประโยคในแง่ร้ายไปซะหมด บางทีก็เลยกลายเป็นการคุยกันนี่ ไม่ได้คุยกับคนที่รู้จักกันในเน็ทหรอก เพราะคนนั้นได้รับการ "เติมคำ" จนเหมือนคนในจินตนาการไปแล้ว ไม่ว่าจะจินตนาการให้เหมือนคนที่คุณเคยเจอ หรือจะจินตนาการถึงดาราในงานออสการ์เมื่อคืนก็ตาม
แล้วยิ่งการคุย msn ถ้าไม่เห็นหน้ากันเนี่ย ยิ่งสะดวก จะคิดอะไร พิมพ์อะไรก็ไม่ลำบากใจ เท่ามีคนจ้องหน้าอยู่ ก็เลยกลายเป็นพิมพ์ไปได้เรื่อยๆ และก็เกิดปรากฎการณ์ศิราณีจำเป็นอย่างที่พูดถึงต้นๆเรื่อง
เอ้า อ่านมาถึงตอนนี้ อย่าเพิ่งเป็นบ้าตามผมไปซะก่อนล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่มีใครคุย msn กับผม มีแต่คนพารานอยด์ตามไปด้วย ว่าที่คุยกันนี่โดนผมด่าเอาๆ อยู่ทุกวัน ประเด็นคือ ปัญหาของการเจอคนในเน็ท ไม่ว่าจะผ่าน msn ผ่านเว็บบอร์ด ผ่านอะไรก็เถอะ คือคนเรามักจะรู้สึกว่ารู้จักกันมากกว่าที่รู้จักกันจริงๆ ด้วยความที่สมองเรา "เติมคำ" ให้การสื่อสารสมบูรณ์เนี่ยแหละ ก็ไม่ใช่ว่ามิตรภาพและความรักบนเน็ทจะไม่มีจริง ก็ไม่ใช่ว่าท่านชายพจน์และโอเด็ตที่คิดว่าเจอออนไลน์จะกลายเป็นคนแคระหน้าตาอัปลักษณ์กับราชินีช้างไปซะหมด แต่ก็อย่าแปลกใจละกัน ถ้าท่านชายพจน์เกิดกลายเป็น Dan Radcliffe และโอเด็ตเกิดกลายเป็น อุ้ม สิริยากรซะได้ เพราะจริงๆแล้วคุณอาจจะไม่ได้รู้จักกันมากเท่าที่คุณคิด ความรู้สึกอะไรต่างๆบนเน็ทเนี่ย มีลักษณะเฉพาะตัวของมัน และกลายเป็นความรู้สึกธรรมดาได้ ก็ต่อเมื่อท่านชายพจน์ได้กลายเป็น Dan Radcliffe และโอเด็ตได้กลายเป็นอุ้ม สิริยากรแล้วเท่านั้น ยังไงฐานสอง กับ 01011 บนหน้าจอก็สู้หลักฐานจากสัมผัสทั้งห้าของคนเราไม่ได้หรอกครับ
ป.ล. แน่นอนว่าสัมผัสคนเรามีมากกว่าห้า แต่บลอกนี่เนิร์ดพอแล้ว เรื่อง thermoception, nociception อะไรเทือกนั้น ไปหาอ่านเองแล้วกัน และแน่นอนว่าถ้ามีสัมผัสที่หก เรื่องความบกพร่องของ msn ก็ตกไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนเรามีสัมผัสที่หกกันจริงๆหรือเปล่าน่ะสิ |
||||
|
|